หลังจากร้านเปิดแล้ว ผมเริ่มกลับมาตั้งคำถามอีกครั้ง
ในบทความก่อน ผมเล่าว่า
เจ้าของร้านส่วนใหญ่ มักมีเรื่องให้คิดมากมายในช่วงก่อนเปิดร้าน
ไม่ว่าจะเป็นเมนู
การตกแต่งร้าน
วัตถุดิบ
หรือการบริหารต้นทุน
ทำให้เรื่องของถุงกระดาษ มักถูกหยิบขึ้นมาคิดในช่วงท้าย
ซึ่งผมเข้าใจเรื่องนี้มากครับ
เพราะถ้าเป็นตัวผมเอง
ก็คงให้ความสำคัญกับสิ่งที่ทำให้ร้านเปิดได้ก่อนเหมือนกัน
แต่หลังจากร้านเปิดแล้ว
ผมกลับมีคำถามหนึ่งเกิดขึ้น
ลูกค้าทุกคน ได้รับประสบการณ์จากร้านเราเหมือนกันจริงหรือ?
วันหนึ่งผมไปนั่งทานที่ร้านอาหารร้านหนึ่ง ระหว่างที่ทานอาหารอย่างอร่อย
ก็ลองนั่งมองลูกค้าในร้านบางคนเข้ามานั่งทาน
ใช้เวลาอยู่กับร้านเกือบชั่วโมง
ได้เห็นบรรยากาศ
ได้พูดคุยกับพนักงาน
ได้รับอาหารที่เสิร์ฟถึงโต๊ะ
ก่อนจะเดินกลับบ้าน
และก็มีลูกค้าอีกกลุ่ม
เดินเข้ามา
รับอาหาร
ถือถุงกระดาษที่มีอาหารอยู่ข้างใน
แล้วเดินออกจากร้านภายในไม่กี่นาที
ทั้งสองคนซื้ออาหารจากร้านเดียวกัน
แต่ผมกลับรู้สึกว่า
ประสบการณ์ที่เขาได้รับ
ไม่น่าจะเหมือนกัน
ยิ่งลองคิด ผมยิ่งรู้สึกว่าความแตกต่างไม่ได้อยู่ที่อาหาร
แน่นอนว่าอาหารยังเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
ไม่ว่าจะทานที่ร้าน หรือซื้อกลับบ้าน
ลูกค้าก็คาดหวังว่าอาหารจะอร่อยเหมือนกัน
แต่สิ่งที่แตกต่าง อาจเป็นทุกอย่างที่อยู่รอบ ๆ อาหาร
ลูกค้าที่มาทานในร้าน
อาจจดจำบรรยากาศ
การบริการ
หรือความรู้สึกระหว่างนั่งทาน
ส่วนลูกค้าที่ซื้อกลับบ้าน
กลับมีช่วงเวลาที่อยู่กับร้านสั้นกว่า
ลูกค้าที่มาทานอาหารในร้านพอสมควร
พอคิดแบบนี้
ผมเลยเริ่มรู้สึกว่าลูกค้าแต่ละคน
อาจไม่ได้มีโอกาสได้รับประสบการณ์จากร้านเท่ากัน
แล้วร้านจะทำอย่างไรกับความแตกต่างนี้
คำถามนี้ทำให้ผมเริ่มมองร้านอาหารในอีกมุมนึง
ถ้าลูกค้าแต่ละคนได้รับประสบการณ์จากร้านไม่เท่ากัน
ร้านจำเป็นต้องสร้างประสบการณ์แบบเดียวกันให้ทุกคนหรือเปล่า
หรือจริง ๆ แล้วเราควรเข้าใจว่าลูกค้าแต่ละคน มีช่วงเวลาที่ได้สัมผัสกับร้านต่างกัน
และใส่ใจในรายละเอียดของแต่ละช่วงให้เหมาะสม
ผมคิดว่าอันนี้เป็นคำถามที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการที่ไม่ใช่แค่ร้านอาหารเท่านั้น
แต่ทุกธุรกิจอาจจะลองมองในมุมนี้เหมือนกัน เพื่อเข้าใจลูกค้าเรามากขึ้น
นั่นทำให้ผมเริ่มกลับมามอง “บรรจุภัณฑ์” ใหม่
ก่อนหน้านี้
ผมมองว่าถุงกระดาษ เป็นเพียงสิ่งที่ใช้ใส่อาหาร
แต่เมื่อเทียบระหว่างลูกค้าสองกลุ่ม
ผมเริ่มรู้สึกว่า สำหรับลูกค้าที่ซื้อกลับบ้าน
บรรจุภัณฑ์อาจมีบทบาทมากกว่าที่ผมเคยคิด
ผมยังไม่ได้หมายความว่า
ถุงกระดาษสำคัญที่สุดนะครับ
แต่ถุงกระดาษอาจเป็นหนึ่งในรายละเอียด
ที่ช่วยต่อยอดประสบการณ์ของลูกค้าได้
โดยเฉพาะกับคนที่ไม่ได้ใช้เวลาอยู่ในร้านนานนัก
มาถึงบทสรุปของเรื่องนี้กัน
บทความนี้ผมยังไม่ได้ตั้งใจจะบอกว่า
ถุงกระดาษแบบไหนดีหรือร้านไหนควรใช้ถุงแบบไหน
ผมแค่อยากชวนให้ผู้อ่านลองสังเกตว่า
ลูกค้าที่มาทานในร้านกับลูกค้าที่ซื้อกลับบ้าน
อาจไม่ได้รับประสบการณ์จากร้านในรูปแบบเดียวกัน
และเมื่อเริ่มมองแบบนี้
ผมก็เริ่มสนใจคำถามต่อไปว่า
ถ้าไม่ได้มีแค่ 2 กลุ่ม แต่มีลูกค้าที่สั่งเดลิเวอรี่เข้ามาด้วยล่ะ
เส้นทางของลูกค้า
จะยิ่งแตกต่างกันมากแค่ไหน
บอกใบ้บทความถัดไป
ในบทความหน้า ผมจะลองชวนแบ่ง “เส้นทางของลูกค้า” ออกเป็น 3 รูปแบบ
- ลูกค้าที่มาทานในร้าน
- ลูกค้าที่ซื้อกลับบ้าน
- ลูกค้าที่สั่งผ่านเดลิเวอรี่
แล้วลองดูว่าแต่ละเส้นทาง
มีโอกาสได้รับประสบการณ์จากร้านแตกต่างกันอย่างไรกัน


Add comment