ในช่วงที่เพิ่งเริ่มเปิดร้านอาหารใหม่ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารตามสั่ง ร้านอาหารไทย ร้านส้มตำ ร้านอาหารอิตาเลียน ร้านขนม หรือร้านเค้ก
เจ้าของร้านแทบทุกคนล้วนมีเรื่องให้ตัดสินใจเต็มไปหมดครับ
ต้องคิดเรื่องเมนู
ต้องพัฒนาสูตรอาหาร
เลือกวัตถุดิบ
เลือกบรรจุภัณฑ์
เลือกระบบเดลิเวอรี่
คิดเรื่องต้นทุน
คิดเรื่องราคา
รวมไปถึงรายละเอียดเล็ก ๆ อีกมากมายที่ต้องค่อย ๆ ตัดสินใจ
ทุกการตัดสินใจในช่วงเปิดร้าน ล้วนใช้ทั้งเงิน เวลา และความคาดหวังของเจ้าของร้าน เพราะทุกคนต่างก็หวังว่า สิ่งที่เลือกในวันนี้ จะช่วยให้ร้านทำงานได้ดีขึ้น ขายดีขึ้น และสร้างกำไรได้ในช่วงต้น
เมื่อมาถึงเรื่องของบรรจุภัณฑ์ อย่าง ถุงกระดาษ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หลายร้านให้ความสำคัญเช่นกัน
หลายคนอาจมีความคิดว่า
“ถ้าซื้อเยอะตั้งแต่แรก ก็น่าจะได้ราคาถูกกว่า”
ซึ่งความคิดแบบนี้ไม่ผิดเลยครับ
ยิ่งสั่งจำนวนมาก ต้นทุนต่อใบก็มักจะถูกลง เป็นเรื่องปกติของการซื้อสินค้าแทบทุกประเภท
แต่ในมุมของ Paisarn Packs เราอยากชวนเจ้าของร้านลองมองอีกมุมหนึ่ง
เป็นมุมของร้านขายถุงกระดาษ ที่พยายามเข้าใจธุรกิจร้านอาหารให้มากที่สุด
เพราะบางครั้งผมคิดว่า การประหยัดต้นทุนต่อใบ อาจไม่ใช่การใช้เงินได้คุ้มค่าที่สุดในช่วงเปิดร้าน
ทำไมผมถึงไม่แนะนำให้ซื้อสต๊อกถุงกระดาษเยอะ
บทความนี้ ผมขอพูดถึง ร้านอาหารตามสั่ง เป็นหลักนะครับ
แต่จริง ๆ แล้ว เจ้าของร้านอาหารประเภทอื่นก็สามารถนำแนวคิดนี้ไปปรับใช้ได้เช่นกัน
ก่อนอื่น ผมอยากให้เข้าใจตรงกันก่อนว่า
การที่ผมแนะนำว่า “อย่าเพิ่งสต๊อกถุงกระดาษเยอะ”
ไม่ได้แปลว่าผมคิดว่าร้านคุณจะขายไม่ดี
และไม่ได้หมายความว่า การซื้อเยอะเป็นเรื่องผิด
แต่ผมกำลังมองในมุมของการบริหารร้านช่วงเริ่มต้น
เพราะช่วงเปิดร้าน คือช่วงที่ทุกอย่างยังเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ทั้งลูกค้า เมนู บรรจุภัณฑ์ รวมไปถึงรูปแบบการทำงานภายในร้าน
ถ้าเรารีบลงทุนกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไปตั้งแต่วันแรก
สุดท้ายอาจต้องเสียทั้งเงิน เวลา และโอกาสในการปรับตัว
ผมจึงอยากชวนคุณลองมองอีกมุมหนึ่งครับ
ว่าบางครั้ง การซื้อให้น้อยลงในช่วงแรก อาจไม่ใช่การลงทุนที่น้อยลง
แต่เป็นการเปิดโอกาสให้ร้านของคุณได้เรียนรู้ร้านตัวเองมากขึ้น
หลังจากนั้น เมื่อร้านเริ่มนิ่ง เริ่มเข้าใจลูกค้า และเข้าใจรูปแบบการทำงานของตัวเองแล้ว วันนั้นค่อยเพิ่มจำนวนการสั่งซื้อ ก็ยังไม่สายครับ
ในบทความนี้ ผมจะพาไปดู 3 เหตุผล ที่ทำให้ผมไม่ค่อยแนะนำให้ร้านอาหารตามสั่งที่เพิ่งเปิดใหม่ สต๊อกถุงกระดาษจำนวนมากตั้งแต่วันแรก
เผื่อว่าจะช่วยให้เจ้าของร้านที่กำลังวางแผนเปิดร้าน ได้มีอีกหนึ่งมุมมองไว้ใช้ประกอบการตัดสินใจก่อนซื้อถุงกระดาษนะครับ
เหตุผลที่ 1 ช่วงแรกของการเปิดร้านอาหารตามสั่ง เรายังไม่รู้ว่าลูกค้าหลักของร้านคือใคร

ร้านอาหารตามสั่ง ในมุมมองของผม ถือว่าเป็นร้านที่มีความหลากหลายในการสั่งมากครับ เพราะเป็นอาหารที่ทานได้ทุกวัน
ลูกค้าแต่ละคนจึงมีพฤติกรรมการสั่งที่แตกต่างกันมาก
บางคนสั่งข้าวกล่องเดียวสำหรับมื้อกลางวัน
บางคนสั่ง 2 กล่องกลับไปทานกับแฟน
บางคนสั่ง 4–6 กล่องกลับบ้านให้ทั้งครอบครัว
หรือบางครั้งก็มีลูกค้าสั่งจำนวนมากสำหรับออฟฟิศหรือที่ทำงาน
จะเห็นว่า แม้จะเป็นร้านอาหารประเภทเดียวกัน แต่จำนวนกล่องอาหารที่ต้องแพ็คในแต่ละออเดอร์กลับแตกต่างกันมาก
ปัญหาคือ ในช่วงที่เพิ่งเปิดร้าน เราแทบจะยังไม่มีข้อมูลเหล่านี้เลยครับ
เรายังไม่รู้ว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของร้านเราเป็นใคร
ลูกค้าซื้อกลับบ้านเยอะหรือไม่
ลูกค้าที่ซื้อกลับบ้านส่วนใหญ่สั่งกี่กล่องต่อออเดอร์
หรือจริง ๆ แล้วลูกค้าหลักของเราอาจเป็นกลุ่มเดลิเวอรี่ที่สั่งครั้งละหลายกล่องก็ได้
ช่วงแรกของการเปิดร้าน จึงเป็นช่วงที่เจ้าของร้านกำลังเรียนรู้พฤติกรรมของลูกค้าไปพร้อมกับการทำธุรกิจ
เพราะฉะนั้น ถ้าเรารีบสต๊อกถุงกระดาษแต่ละไซส์ไว้จำนวนมากตั้งแต่วันแรก เพราะอยากได้ราคาถุงกระดาษที่ถูกลง อาจมีโอกาสสูงที่ไซส์ที่เราคิดว่าจะใช้บ่อย กลับไม่ใช่ไซส์ที่ลูกค้าใช้จริงก็ได้นะครับ
ยกตัวอย่างเช่น ตอนแรกเราคิดว่าลูกค้าส่วนใหญ่จะซื้อกลับบ้านแค่ 1–2 กล่อง จึงสั่งถุงกระดาษไซส์เล็กเข้ามาเยอะ แต่หลังจากเปิดร้านได้สักพัก กลับพบว่าลูกค้าหลายคนสั่งครั้งละ 4–5 กล่อง ทำให้ต้องเปลี่ยนไปใช้ถุงไซส์ใหญ่บ่อยกว่าเดิม หรือจำเป็นต้องใช้ถุงกระดาษไซส์เล็ก 2-3 ใบ ต่อหนึ่งออเดอร์ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนค่าถุงกระดาษสูงขึ้นพอสมควร เมื่อเทียบกับการใช้ถุงกระดาษไซส์ใหญ่เพียงใบเดียว
หรือสุดท้าย ถุงไซส์เล็กที่สต๊อกไว้จำนวนมากก็ยังคงค้างอยู่ในร้าน ขณะที่ต้องซื้อถุงไซส์ใหม่เข้ามาเพิ่มอีก
ดังนั้น ในช่วงเริ่มต้น ผมจึงมองว่าการค่อย ๆ ซื้อถุงกระดาษทีละน้อย แล้วเก็บข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้าไปพร้อมกัน เป็นวิธีที่เหมาะสมกว่าการสต๊อกจำนวนมากตั้งแต่แรก
เมื่อเวลาผ่านไป ร้านเริ่มนิ่ง และเราเริ่มเข้าใจแล้วว่าลูกค้าส่วนใหญ่ของร้านสั่งอาหารแบบไหน ใช้ถุงไซส์ไหนบ่อยที่สุด วันนั้นค่อยเพิ่มจำนวนการสั่งซื้อจะดีมากๆครับ
เหตุผลที่ 2 ช่วงแรกของร้าน เมนูและบรรจุภัณฑ์ยังมีโอกาสเปลี่ยนแปลงเสมอ

ในช่วงเริ่มต้นของการเปิดร้านอาหารตามสั่ง หลายร้านมักจะเริ่มจากเมนูที่ตัวเองถนัดที่สุดก่อนครับ
เหตุผลก็ไม่ใช่อะไร เพราะเจ้าของร้านเองก็ยังอยากเรียนรู้ว่าลูกค้าชอบเมนูแบบไหน เมนูไหนขายดี หรือเมนูไหนควรปรับปรุง
บางร้านอาจเริ่มต้นด้วยเมนูเพียงไม่กี่เมนู เพื่อรอดู Feedback จากลูกค้าก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มเมนูใหม่ตามความต้องการของลูกค้าเมื่อร้านเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น
เพราะช่วงเปิดร้าน คือช่วงที่เจ้าของร้านกำลังทดลองและเรียนรู้ตลาดไปพร้อม ๆ กัน
แต่สิ่งที่หลายคนอาจมองข้ามก็คือ เมื่อเมนูเปลี่ยน บรรจุภัณฑ์ก็มีโอกาสเปลี่ยนตามไปด้วย
ยกตัวอย่างเช่น เดิมร้านอาจขายเฉพาะเมนูข้าว ใช้เพียงกล่องอาหารขนาดมาตรฐาน
แต่หลังจากเปิดร้านไปได้สักระยะ ลูกค้าเริ่มเรียกร้องให้มีเมนูเพิ่มเติม เช่น ยำ สปาเกตตี้ สลัด หรือเมนูที่ต้องใช้กล่องทรงและขนาดแตกต่างจากเดิม
บางร้านอาจเพิ่มเครื่องดื่ม น้ำซุป หรือเครื่องเคียงเข้ามาในชุดอาหาร
เมื่อบรรจุภัณฑ์เปลี่ยน ขนาดของถุงกระดาษที่เคยใช้พอดี ก็อาจไม่พอดีอีกต่อไป
บางครั้งอาจจะใส่ได้ แต่ดูแน่นเกินไป
บางครั้งอาจต้องเปลี่ยนไปใช้ถุงไซส์ใหญ่ขึ้น
หรือในบางกรณี ถุงกระดาษที่สต๊อกไว้จำนวนมาก อาจไม่สามารถใช้กับบรรจุภัณฑ์ใหม่ได้เลย
สุดท้าย ถุงกระดาษที่ลงทุนซื้อไว้เยอะๆตั้งแต่ช่วงเปิดร้าน เพราะต้องการให้ได้ต้นทุนถุงกระดาษที่ถูกลง ก็กลายเป็นสต๊อกที่ระบายออกได้ยาก เพราะร้านจำเป็นต้องเปลี่ยนไปใช้ไซส์ใหม่ที่เหมาะกับรูปแบบการขายในปัจจุบัน
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงมองว่า ช่วงแรกของการเปิดร้านอาหารตามสั่ง ไม่ควรรีบสต๊อกถุงกระดาษจำนวนมากเกินไป
รอให้ร้านเริ่มนิ่งก่อน
รู้ว่าเมนูหลักของร้านคืออะไร
ใช้บรรจุภัณฑ์แบบไหนเป็นประจำ
และมีรูปแบบการขายที่ชัดเจนแล้ว
วันนั้นค่อยวางแผนสต๊อกถุงกระดาษในจำนวนที่เหมาะสม ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการซื้อของผิดไซส์ และทำให้ทุกใบที่เราซื้อมา ถูกใช้งานได้อย่างคุ้มค่ามากกว่าครับ
เหตุผลที่ 3 ช่วงแรกของการเปิดร้าน เรายังไม่รู้ว่า Workflow ที่เหมาะกับร้านเราคือแบบไหน

อีกหนึ่งเหตุผลที่ผมไม่แนะนำให้สต๊อกถุงกระดาษจำนวนมากตั้งแต่ช่วงเปิดร้าน ก็คือ ในช่วงแรกเรายังไม่รู้ครับว่า Workflow การทำงานของร้านที่เหมาะสมที่สุดเป็นแบบไหน
ช่วงเปิดร้านใหม่ ๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารตามสั่งหรือธุรกิจประเภทไหนก็ตาม รูปแบบการทำงานภายในร้านมักจะยังไม่ลงตัว
บางช่วงรับออเดอร์ไม่ทัน
บางช่วงทำอาหารช้า
บางช่วงแพ็กอาหารไม่คล่อง
หรือบางครั้งพนักงานแต่ละคนก็ยังทำงานไม่เป็นจังหวะเดียวกัน
ทั้งหมดนี้ผมมองเป็นเรื่องปกตินะครับ
เพราะทุกคนกำลังเรียนรู้วิธีการทำงานที่เหมาะกับร้านของตัวเอง
เมื่อเปิดร้านไปได้สักระยะ ทั้งเจ้าของร้านและพนักงานจะเริ่มเห็นภาพมากขึ้นว่า
ควรจัดวางอุปกรณ์ตรงไหน
ขั้นตอนการทำอาหารควรเรียงอย่างไร
ใครควรรับผิดชอบหน้าที่ไหน
รวมถึงวิธีแพ็กอาหารแบบไหน ที่ช่วยให้อาหารส่งถึงลูกค้าได้เร็วและราบรื่นที่สุด
ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คือ Workflow ของร้าน
หลายคนอาจมองว่าถุงกระดาษเป็นเพียงอุปกรณ์สำหรับใส่อาหาร
แต่ในมุมของผม ถุงกระดาษก็เป็นส่วนหนึ่งของ Workflow เช่นกัน
โดยเฉพาะร้านอาหารตามสั่ง ที่ทุกขั้นตอนต้องแข่งกับเวลา
ไม่ว่าจะเป็นการทำอาหาร การแพ็กอาหาร หรือการส่งอาหารให้ลูกค้าและพี่ ๆ ไรเดอร์
ถุงกระดาษที่เลือกใช้ สามารถส่งผลต่อความเร็วในการทำงานได้โดยตรง
ยกตัวอย่างเช่น ช่วงแรกเราเลือกถุงกระดาษไซส์ที่พอดีกับกล่องอาหารมากเกินไป เพราะคิดว่าจะดูสวยและประหยัดพื้นที่
แต่พอใช้งานจริง กลับพบว่าทุกครั้งที่แพ็กอาหาร ต้องค่อย ๆ เอียงกล่อง เปิดปากถุงให้กว้าง หรือใช้เวลาจัดอาหารให้อยู่ในถุงอย่างระมัดระวัง
อาจใช้เวลาเพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่วินาทีต่อออเดอร์
แต่เมื่อร้านเริ่มมีลูกค้าเข้ามาต่อเนื่อง หลายสิบหรือหลายร้อยออเดอร์ต่อวัน เวลาที่เสียไปเล็กน้อยในแต่ละครั้ง ก็เริ่มสะสมจนเห็นความแตกต่าง
นอกจากจะทำให้การแพ็กอาหารช้าลงแล้ว ยังส่งผลต่อความรู้สึกของพนักงานที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาอีกด้วย
จนสุดท้าย เจ้าของร้านอาจเริ่มรู้สึกว่า ถุงกระดาษไซส์นี้ไม่ได้เหมาะกับการทำงานของร้านจริง ๆ
อยากเปลี่ยนไปใช้ไซส์ที่ใหญ่ขึ้น หรือเปลี่ยนรูปแบบของถุงให้แพ็กอาหารได้เร็วกว่าเดิม
แต่ถ้าตอนเปิดร้าน เราสั่งถุงกระดาษมาเก็บไว้จำนวนมาก
สุดท้ายก็จำเป็นต้องฝืนใช้ถุงไซส์เดิมต่อไปจนกว่าสินค้าจะหมด
ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่า มันไม่ได้ตอบโจทย์ Workflow ของร้านอีกต่อไป
เพราะฉะนั้น ในช่วงเริ่มต้น ผมจึงมองว่าการสั่งถุงกระดาษในปริมาณที่พอเหมาะ จะเปิดโอกาสให้เราได้ทดลองใช้งานจริง และปรับเปลี่ยนไซส์หรือรูปแบบของถุงให้เข้ากับการทำงานของร้านได้ง่ายกว่า
เมื่อร้านเริ่มนิ่ง Workflow เริ่มลงตัว และเรามั่นใจแล้วว่าถุงกระดาษไซส์ไหนช่วยให้การทำงานรวดเร็วที่สุด วันนั้นค่อยเพิ่มจำนวนการสั่งซื้อ ก็ยังไม่สายครับ
มาสรุปกันนะครับ
สำหรับบทความนี้ Paisarn Packs เพียงแค่อยากเพิ่มมุมมองอีกมุม ให้กับผู้ประกอบการธุรกิจร้านอาหารตามสั่งที่เพิ่งเริ่มเปิดธุรกิจใหม่ๆ เราในฐานะที่ขายถุงกระดาษสำหรับร้านอาหาร และขนม อาจจะเห็นอะไรที่ผู้ประกอบการอาจจะไม่ได้สังเกต หรือลืมนึกไป แต่ไม่ใช่ว่าข้อแนะนำของทางร้านจะจำเป็นต้องนำไปใช้นะครับ แต่ละธุรกิจมีเงื่อนไขที่แตกต่างกัน ดังนั้นการมองหลายๆมุม จะช่วยให้คุณผู้อ่าน ได้มีมุมมองใหม่เพิ่มขึ้น
หากคุณผู้อ่านที่สนใจอยากใช้ถุงกระดาษในร้านของคุณ
สามารถดูขนาดของถุงกระดาษจากในเว็บไซต์ของเราได้เลยครับ เราจะมีถุงกระดาษแนะนำไว้ให้ โดยสำหรับร้านอาหารตามสั่ง
ผมแนะนำถุงกระดาษคราฟท์ อยู่ 2 ขนาดครับ ได้แก่ ไซส์ E3 (คลิ๊กที่ไซส์เพื่อดูรายละเอียด) และ
ไซส์ D3 (คลิ๊กที่ไซส์เพื่อดูรายละเอียด)
หากคุณผู้อ่านได้ไซส์ถุงกระดาษที่ต้องการแล้ว สามารถสั่งซื้อกับเราได้ที่ Line ID @paisarnpack
หรือคลิ๊ก(ที่นี่)
บทความอื่นๆสำหรับเจ้าของธุรกิจร้านอาหารตามสั่ง
บทความเรื่อง เปิดร้านอาหารตามสั่ง ทำไม Paisarn Packs ถึงเลือกถุงกระดาษ D3 และ C5 เป็นไซส์เริ่มต้น (คลิ๊กที่ชื่อบทความ)
บทความเรื่อง ร้านอาหารตามสั่ง ใช้ถุงกระดาษสีขาว หรือถุงกระดาษคราฟท์ดี(คลิ๊กที่ชื่อบทความ)
บทความเรื่อง ถุงกระดาษไซส์เริ่มต้น ราคาย่อมเยาที่สุด สำหรับกล่องอาหาร 2 ทรง (คลิ๊กที่ชื่อบทความ)


Add comment